โค้งสุดท้ายของการเตรียมงาน

เหนื่อยมาก เลยอยากจะมาเขียนไว้ เหอๆ

ตอนนี้เราค่อนข้างจะมีหลายอย่างในงาน พวกรูปนี่ ตรึมเลย มี concept น่ารักๆ ตามที่คิดว่า ค่อนข้างจะเป็นไปตามที่วางแผน และเว็บไซต์ก็เสร็จแล้ว หยุดทำแล้ว (ทุกวันนี้หน้า about ของบ่าวสาวยังไม่มีเลย 555+) แต่ฟังก์ชั่นการทำงานหลักมีครบแล้ว เราก็หยุดก่อน

พวกเราเตรียมงานกันด้วยตัวเอง ไม่มี organizer แต่ว่าจัดงานเหมือนกับมีคนทำให้เลย จริงๆ ทำเองหมด เลยเหนื่อยกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเตรียมงานกันราบรื่นและไม่ลืมเลย คือ การทำ storyboard ที่ใช้เป็น check list เพื่อ keep track ของสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำ ซึ่งมันโคตรจะได้ผลเลย ทุกวันนี้ถ้าขาด storyboard อันนี้ไป ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลย :) แต่พวกเราก็เพิ่งได้เริ่มทำหลังๆ เหมือนกัน เพราะเพิ่งหา app ใน iPad ได้ มันไม่ได้ออนไลน์หรืออะไรเลย แต่มัน accesible สำหรับเรา เปิดใช้ตอนไหนก็ได้ ไม่เหมือนเปิดเข้า website

รายละเอียดของสิ่งที่ทำ คงมาเขียนตอนหลังแต่งงาน เพราะเด๋วไม่เซอไพรส์อีก :)

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

รองเท้าแต่งงาน สำคัญนะ!!

วันนี้ซื้อรองเท้าแต่งงานมา ขอบอกว่า กว่าจะได้ซื้อ เดินไปเยี่ยมร้าน Sirena สาขา Paragon มามากกว่า 5 ครั้ง จนเค้าจำหน้าได้ ว่ายัยคนนี้มาตลอดเลยแล้วก็ไม่ซื้อ ก็แพงจะตาย จะให้ซื้อแบบไม่คิดมากได้

ตอนแรกที่คิดเรื่องซื้อรองเท้าแต่งงาน ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ก็คิดว่า ใส่อะไรก็ได้เอาให้สูงๆ ไว้ก่อน เพราะเกิดมาตัวเล็ก และตันๆ (ห้ามเอาไปนินทาอีกนะอิหมี) ตอนถ่าย pre wedding เลยได้มา 2 คู่ นี่คือคิดว่าซื้อแพงแล้วนะ เพราะปกติไม่ซื้อรองเท้าแพงๆ ตกคู่ละ 400 ได้ คู่สีขาว เอาไว้ใส่กับชุดเจ้าสาว คู่สีทองๆ ไว้ใส่กับชุดราตรี ไปรเวท

รองเท้าสำหรับชุดแต่งงาน ที่ลองซื้อใส่ pre-wedding

รองเท้า pre-wedding สำหรับชุดไปรเวท และราตรี

ตอนเลือก อุตส่าห์เลือกแบบรัดส้น จะได้ไม้กัด ตอนลอง ก็นิ่มดีทั้งสองคู่เลย แต่พอเอาเข้าจริง มันไม่ไหว เพราะรองเท้าสูงมาก หน้าเท้าก็ทิ่มไปด้านหน้า ก็เลยเมื่อยมาก ต้องถอดรองเท้าเดิน สรุปว่า ไม่กัด แต่เมื่อยอยู่ดี นี่ขนาดเลือกแบบมี platform แล้วนะ

เลยเริ่มศึกษาเรื่องรองเท้าแต่งงานอย่างจริงจัง ก็ได้รู้ว่า คนส่วนใหญ่ก็ลงทุนกับรองเท้ามาก เพราะใส่กันทั้งวัน และเป็นวันที่ต้องยิ้มด้วย เลยไปดูๆ ก็เจอว่ามี 2 ยี่ห้อ ที่ผู้คนเค้าชอบก้น คือ Rococo กับ Sirena ราคาสูงพอๆ กันทั้งสองแบบเลย

แต่ดูเหมือน Serina จะแพงหูฉี่ที่สุดแล้ว ราคาอยู่ที่ 3700 – 6500 เท่าที่ดู เหงื่อตกเลย แต่ก็ลองไปเดินเล่นที่ Paragon ก็เห็นร้านรองเท้าสีขาวครีม หรูหราทั้งร้าน ชั้น 1 ของ Paragon ก็แพงจริงๆ ด้วย ไปๆ มาๆ แถว Paragon อยู่แบบนั้นประมาณเดือนกว่าๆ เพราะงก – -” ก็สืบราคา ว่า Sirena มันราคาเท่ากันทั้งกรุงเทพ ป่าว สรุปว่าเท่ากัน ยกเว้นว่ามันจะมีโปรโมชั่น (ลองสืบข่าวจาก website บ่อยๆ เค้าจะแจ้ง) แต่ข่าวบอกมาว่า บ้านสีลมวัดเท้าได้ดีกว่า ละเอียดกว่า แต่สุดท้าย เราก็เอาที่ Paragon แหละ เพราะเดินทางสะดวกกว่ากัน แต่หากใครมีเวลา สามารถไปดูแบบทั้งหมดเองได้ทีโรงงานเลย แถวบางแค หากอยากได้รายละเอียดราคา สามารถ email ไปถามเค้าได้ เค้าจะส่งมาให้ทาง email

พอได้ลองรองเท้าของ Sirena จริงๆ ก็ได้รู้ว่า มันแพงเพราะอะไร คือของเค้าบุฟองน้ำทุกที่ที่มันจะกัด และวิธีการออกแบบรองเท้าก็ระมัดระวังมาก แบบคิดดีแล้วทุกคู่ มันมีเหตุผลของมันในแต่ละคู่ที่ทำให้รองเท้าออกมาหน้าเป็นแบบนั้น วัสดุก็ใช้แบบแพงๆ ของอิตาลี่ ไรแบบนี้ทั้งนั้นเลย เป็นรองเท้ายี่ห้อคนไทยแต่ส่งออกเมืองนอก

แปลว่า ก็จัดไป 1 คู่ รุ่น Timeless สั่งตัดด้วย เพราะหน้าเท้าเราใส่แบบเบอร์ 4 แต่ความยาวเท้าเป็นแบบเบอร์ 3 ครึ่ง (แปลว่าเท้าอ้วนสั้นนั่นเอง – -”) สูงแค่ 3.25 นิ้วเอง ด้วยแบบมันที่ไม่สามารถสูงได้มากกว่านี้แล้ว ก็คิดซะว่า เอาไว้ใส่กับชุดไทยได้ด้วย ถ่ายรูปมาฝากด้วย เป็นคู่ที่ไว้ลองที่ Paragon (ดูเน่าๆ ผ่านศึกมามากกว่ารอยตีน) รอรองเท้าตัด 20 วัน แล้วไปรับด้วยตัวเอง หากลองแล้วไม่พอดี ก็สามารถแก้ได้จนกว่าจะพอดี

Sirena รุ่น Timeless (เน่าหน่อยเพราะเป็นคู่สำหรับลอง)

คู่นี้ ราคาเต็ม 4500 ได้ส่วนลด 10% จาก Paragon เหลือ 4050 ก็ยังดี – -”

ถ้าสนใจ เข้าไปดูแบบได้ที่ http://www.weddingshoesthailand.com/

ขอบอกว่า ตอนแรกลังเลมากที่จะซื้อ เกือบจะยอมใส่ส้นตึกซ่อนไว้ในชุดแต่งงาน เพราะยังงัยก็ไม่เห็นอยู่ดี มันยาวปิดหมด แต่พอคิดว่า ถ้าเดินๆ แล้วเผลอดึงกระโปรงขึ้นมา คนก็เห็นหมดสิว่ารองเท้ามันไม่ใช่ – -” แต่เหนือสิ่งอื่นใด ประโยคนี้ตะหากที่ทำให้ตัดสินใจซื้อแบบไม่ลังเล…

“เสียเงินมาตั้งเยอะ ทั้งค่า MV ค่าถ่ายรูป แล้วสุดท้ายเก๋ก็ยิ้มไม่ออก แล้วทั้งหมดที่ทำมามันจะไปมีความหมายอะไร”

ซื้อเลย 5555+

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

การ์ดแต่งงาน อะฮิ อะฮิ

ตอนออกแบบการ์ด ก่อนอื่นที่เราต้องคิดเลยคือ ใครจะเป็นเจ้าภาพให้งานแต่งงานของเรา ถ้าคิดว่าจะไม่ใช่พ่อแม่ ถ้าต้องเป็นคนใหญ่คนโต ก็ต้องรีบติดต่อเค้าก่อน เพราะเราจะได้แน่ใจว่า เค้าจะมา และเราก็ต้องพิมพ์ชื่อของบุคคลนั้นลงไปในการ์ดด้วย ซึ่งตอนแรกที่ทำให้การ์ดของพวกเราช้าไปนิด ก็เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ แต่สุดท้าย ก็เป็นพ่อแม่นี่แหละ

และประเพณีการวางตำแหน่งชื่อการ์ด ปกติประเทศไทย ก็จะนิยมวางให้ชื่อผู้หญิงอยู่หน้าก่อนเสมอ รวมทั้งชื่อพ่อแม่ด้วย จะอยู่ทางซ้าย หรือด้านบน ตลอด แต่อันนี้ก็ต้องสืบมาดีๆ นะคะ เพราะมันขึ้นกับประเทศและธรรมเนียมประเพณีของประเทศนั้นๆ จริงๆ เดี๋ยวพิมพ์ออกมาแล้วผิด จะเสียใจ เพราะพิมพ์ทีนึงเป็นร้อยๆ

การ์ดสำหรับผู้ใหญ่ ด้านนอก

การ์ดสำหรับผู้ใหญ่ ด้านใน

พวกเราทำการ์ดออกมา 2 แบบ เป็นการ์ดสำหรับผู้ใหญ่ และสำหรับเพื่อน ตอนแรกเราคิดจะปรินท์การ์ดให้ผู้ใหญ่เท่านั้น และกับเพื่อนจะเชิญกันทาง online แต่สุดท้าย มันก็ยาก เพราะเพื่อนบางคนก็อยากให้เราเชิญแบบตั้งใจ แบบมีการ์ด ไม่ใช่แค่ทาง facebook เราก็เลยพิมพ์การ์ดเวอชั่นเพื่อน ออกมาด้วย แบบเป็น postcard หน้าหลัง น่ารักมากๆ

การ์ดสำหรับเพื่อน ด้านนอก

การ์ดสำหรับเพื่อน ด้านใน

การ์ดทั้งหมด อภินันทนาการจากพี่สาวที่กำลังท้องกำลังไส้ เราก็ใช้สอยกันอย่างไม่สงสาร @igoyz

แต่เวลาเลือกรูปแบบการ์ด อย่าลืมคำนึงถึงงบประมาณไว้ด้วย พวกเราเลือกการ์ดแบบหรูหราขนาดนี้เพราะปรินท์เองราคาทุน ซึ่งโดยปกติ การ์ดแบบ 3 พับ พิมพ์หน้าหลัง ขนาด 15 x 5 นิ้ว ตอนยังไม่พับ ตกราคาปรินท์ใบละ 50  บาทเลยทีเดียว และแบบ postcard ก็ประมาณ 15 บาท แน่นอน.. ของพวกเรามันถูกกว่านั้น (เยอะ)

แม่ลองปรินท์ออกมาเล่นๆ

 

 

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ชุดแต่งงานแบบไหน จะเหมาะกับเรา?

วันที่ไปเลือกชุดแต่งงาน ก็มีหลายชุดน่ารักๆ มากๆ ให้เลือก ก่อนอื่นอยากบอกว่า ถ้ามีรองเท้า ก็เอารองเท้าไปลองด้วยก่อนนะคะ จะได้รู้ว่า เราจะสูงแค่ไหน และชุดจะลากพื้นประมาณไหน

รูปแบบของชุด เค้าก็จะถามว่า เราชอบแบบเรียบหรู หรูหรา หรือน่ารัก เราก็ต้องเลือกเอาสักอย่าง เพื่อจะได้ตัดตัวเลือกที่ไม่ชอบออกไป เพราะถึงวันที่ไปลองจริง มันจะมีชุดเยอะมาก ลองจนเพลีย และบางร้านก็ไม่ให้ถ่ายรูปเปรียบเทียบด้วย เหตุผลคือไม่ให้ถ่ายรูปเก็บไว้เฉยๆ ต้องจำใส่ RAM ในสมองเอาเอง – -”

เนื่องจากเป็นคนตัวเล็ก (ที่หลายคนเรียกว่าเตี้ย – -”) และตันๆ อีกด้วย (หรืออวบ อ้วน อะไรที่จะเรียก แต่ไม่อยากได้ยิน) ชุดที่เหมาะ ก็เป็นชุดที่เป็นทรง A และกระโปรงก็บานไม่ได้มากด้วย เด๋วจะดูพองไปอีก ต้องเอาให้พอดีๆ และชุดต้องห้ามเลยคือ พวกทรงหางปลา ที่เน้นเอว เพราะจะยิ่งเตี้ย และบวม เข้าไปอีก นี่แค่ไปเลือก ยังไม่ fitting เลย เค้าบอกว่า เอาตอนใกล้ๆ แล้วค่อยมา fitting อีกที เพื่อให้ได้สัดส่วนที่แน่นอนในวันงาน

ชุดแต่งงาน ทรง A

และหลังจากที่เลือกชุดที่ต้องการได้แล้ว ก็พบปัญหาใหม่ว่า อิชุดที่เลือก มันใส่บราไม่ได้ เพราะหลังมันลึกมาก เลยต้องใส่บราแบบที่แปะๆ หน้าอกเป็นชิ้นๆ อยากจะบ้าตาย ไม่รู้จะรอดรึเปล่า เอิ๊กๆ (เพื่อนๆ ที่มางาน ห้ามสงสัยและห้ามถามนะว่าลำบากยังงัย) ถึงป่านนี้แล้วก็ยังไม่ได้ซื้อ เพราะซื้อไม่เป็นด้วย ไม่เคยใส่ ฮือๆ

 

NU Bra

 

 

มีวิธีการใส่ บรา แบบแปะๆ ด้วยนะ (ชายหนุ่มดูแล้วอย่าคิดมาก เพราะมันไม่ได้โป๊ะอะไร ฮึ่ย..)

http://play.kapook.com/vdo/show-112986

ส่วนชุดไทย ก็เรียบร้อยมากตามคำสั่งคุณแม่ เลยเลือกชุดที่เรียกว่า ชุดไทยบรมพิมาน แต่สาวๆ ท่านอื่น ก็หาชุดแบบอื่นๆ ได้นะ มันมีหลาย category เลยทีเดียว ตามลิงค์นี้ ชุดไทยที่นิยมใช้ในพิธีงานแต่ง

ชุดไทยบรมพิมาน

 

 

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

ถ่ายรูป pre-wedding

วันนี้ไปเลือกรูป pre-wedding ที่ร้าน Victoria แถวทองหล่อมาทำให้ได้รู้ว่า จริงค่ารูป pre-wedding ก็เป็นเงินอีกก้อนนึงที่ควรอยู่ใน budget นะเนี่ย แม้ใน package เช่าชุดตอนแรกจะรวมรูป + อัลบั้มแล้ว 22 รูป แต่รูปที่เลือกออกมาล็อตแรกซัดไป 82 รูป ส่วนที่เกินมาราคารูปละ 1700 บาท (ยังไม่ลด) ซึ่งจะรวมค่า design เพื่อเอาไปใส่ในอัลบั้มรูปวางหน้างานด้วย

รูปสวยๆทั้งนั้นเลย แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด เลยจำใจตัดออกจนเหลือ 52 รูป ตอนแรกว่าจะตัดให้เหลือ 22 ละ แต่ทำใจไม่ได้ รูปมันสวยเกินไป + อยากอุดหนุนทีมที่ไปถ่าย pre-wedding ด้วยกันด้วย ทุกคนเก่งมากๆ ประทับใจ ขอบคุณร้าน Victoria มา ณ ที่นี้จริงๆ (^/\^)

ปล.

  • จำนวนรูปที่จะเอาไปลงอัลบั้มหน้างานแล้วสวยคือ 30+ รูปนะครับ
  • เวลาเลือกรูป ควรเลือกเป็นเซตคล้ายๆกันทีละ 2-3 รูป จะได้เอาไป design แล้วออกมาสวยๆ
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

นัดประชุมกับ Jurenger organizer

วันนี้นอกจากจะได้กินอาหารที่อร่อย ณ เสือนอนกิน (ยังคิดถึงคะน้าปลาเค็มอยู่) ก็มี session งานแต่งงานของพวกเราด้วย มาเป็นพรีเซนเทชั่นเลย สุโค่ยมาก ตอนที่ฟังโชพูดเนี่ยไม่รู้เลยว่าหมายถึงงานของเรา สิ่งที่ได้มาในวันนี้มันเจ๋งและ geek เอามากๆ อยากเล่าแต่ขออุบไว้ก่อน รอเซอไพรส์กันดีกว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง งานนี้จะเป็นงานแต่งงานที่ไม่มีใครลืมเลย 555

ขอบคุณทีม geek organizer (ป๊อบ โช กิ๊ฟ กล้วย) สำหรับไอเดีย geek ที่บรรเจิดโดนใจมากกกก ;)

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Shopping สำหรับ pre-wedding

เมื่อวันอาทิตย์ ไปช็อบกันมาแถวสยาม ซื้อชุดที่จะใส่สำหรับ pre-wedding วันที่ 30 กรกฎานี้ ก็มีชุดที่ร้าน Adverb สยามซอย 7 แถวร้านสีฟ้า เป็นชุดที่มีลายเหมือนกัน แต่ของจั๊วะเป็นเสื้อเชิร์ต ของเก๋เป็นเดรส น่ารักดี เป็นลายจุดสีเขียว จากนั้นก็เดินหาเสื้อเชิร์ตของจั๊วะกันต่อ ไปได้ที่ร้าน DNA สวยๆ ทั้งนั้น สรุปว่าซื้อสีดำและสั่งตัดสีเขียวไว้ ไปรับอีกทีศุกร์นี้

พอเย็นก็ไปฟาด A&W กรี๊ดดดดดด อดอยากมานาน

เสร็จแล้วก็และตรงไปทำสวยหล่อกันที่ Cosmacare โดยให้มิชชั่นกับหมอไปว่า ต้องทำให้สวยหล่อก่อนเดือนตุลานี้ หมอคงเครียด ที่ต้องทำให้พวกขี้เหร่มาเกือบ 30 ปี หน้าตาดีภายใน 3 เดือน 555+

พวกเราขยันกันมาก มีการวางแผน แต่ก็รู้สึกเหมือนจะทำอะไรไม่ทันเลย เพราะมีสิ่งที่ไม่รู้เข้ามาตลอด เพราะไม่มีประสบการณ์ รู้เรื่องพวกนี้น้อย นี่ถ้าเป็นเรื่อง coding ก็ไม่ under estimate ขนาดนี้หรอก เชอะ!

เมื่อวานได้หาข้อมูลเรื่องรองเท้า เริ่มเครียดอีก เพราะมันแพงมากกกกก

สีผมที่ถูกสั่งให้ทำ ก็เรียบร้อยแล้ว Mashmallo brown by Liese

ยังมีอีก 2-3 อย่างที่ต้องทำเพื่อถ่ายรูป เหนื่อยนะเนี่ยยยย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

เริ่มทำการ์ดกับของชำร่วย

จริงๆ เริ่มเตรียมทำการ์ด กับของชำร่วย มาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วละ วันนี้ก็ได้ส่งแบบและข้อมูลไปให้พี่ก้อย (www.igoyz.com) ออกแบบให้เป็นรูปเป็นร่าง การ์ดของเรามีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เลยต้องใช้เวลาหาข้อมูล ว่าจะเขียนอย่างไร ตรงไหนบ้าง มีการใส่แผนที่ลงไปในการ์ดด้วย เพื่อให้สะดวกกับคนที่มางาน แบบเสร็จเมื่อไหร่จะเอามาโชว์ที่นี่ ฮี่ๆ

โอ้ว การ์ดที่พวกเราจะทำ เป็นแบบ trifold นะ ศึกษาแบบการ์ดต่างๆ ได้ที่ลิงค์นี้ http://love.giggog.com/155274 ดีมากๆ เลย

Tri-fold การ์ดมีลักษณะพับเปิดแง้มออก ซ้อนกัน 2 ครั้ง ข้อความสำคัญจะพิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ

 

ของชำร่วย วันนี้ก็ได้โทรไปาหาร้านที่หาดใหญ่ เพราะส่งแบบไปให้เค้าสัปดาห์ที่แล้วแต่ยังไม่ได้เสียงตอบรับ ไม่รู้จะออกมาแบบที่ต้องการหรือเปล่า ตื่นเต้นจริงจริ๊ง มีคนมาถามหลายคนละว่าของชำร่วยคืออะไร ยังไม่อยากบอก ฮ่าๆ มันเป็นของที่มีประโยชน์ธรรมดาๆ กับคนทั่วไป แต่เป็นของที่ geek เห็นแล้วตาโต

วันนี้ก็ยังได้มาใส่ facebook comment ให้กับ blog อีกด้วย เพราะดันไปช่วยพี่ก้อยหาข้อมูล คิดไปคิดมา ก็ทำเองซะเลยด้วย คราวนี้ใครมา comment ก็จะได้สะดวกหน่อย แถมตะกี้ set notification ได้แล้วด้วย แหล่มเลยจริงๆ

facebook notification เวลามีคนมา comment จะส่งมาถึงเก๋กับจั๊วะ ^^

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Wedding Venue: การเลือกสถานที่จัดงาน

Panorama ballroom, Amari Boulevard, Bangkok

Panorama ballroom, Amari Boulevard, Bangkok

 

ตอนที่ได้ฤกษ์แต่งงานมาแล้ว ก็เริ่มหาโรงแรมกัน การหาโรงแรมก็แล้วแต่ว่าต้องการจัดงานแบบไหน โดยปกติก็แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  • ต้องการจัดโดยจ้าง Organizer
  • ต้องการจัดโดยจัดการเอง

ตามปกติ อยากจะจ้างพวก Organizer ก็ควรเลือกสถานที่เป็นพวก สโมสร หอประชุม อะไรแนวๆ นี้ เพราะเค้าจะได้จัดให้เราเองทั้งหมดโดยไม่ conflict กับใคร เพราะหากจัดที่โรงแรมโดยส่วนใหญ่ มันจะมาเป็น package ที่มีเกือบทุกอย่างให้อยู่แล้ว แต่มันจะเป็นทุกอย่างแบบ standard หากเราจัดโรงแรม ซื้อ package แล้วยังจะจ้าง organizer อีก ก็แสดงว่า เราก็จะ cancel บางอย่างของโรงแรมไปโดยที่ให้ organizer จัดให้ รวมถึงต้องมีค่านำวัสดุเข้าไปอีก เช่น อยากทำ backdrop ใหญ่ๆ โดยจ้าง organizer ก็มีค่านำเข้า การทำแบบนี้ทำให้เป็นการเปลืองโดยใช้เหตุ ดังนั้นหากเราชื่นชอบงานของ organizer คนใดอยู่แล้ว และอยากให้จัดเป็นแบบนั้น ก็อย่าเลือกโรงแรมเลยจะดีกว่า ยกเว้นว่าจะเจอโรงแรมที่เค้ายืดหยุ่นได้

การจัดงานที่ สโมสร หอประชุม

ข้อดีของการจัดงานที่สโมสร หรือหอประชุม คือ organizer จัดการงานได้อย่างเต็มที่ ราคาค่าอาหารต่อหัวถูกกว่า แต่ส่วนใหญ่จะไม่มี cocktail เค้าจะเชียร์ให้เราเลือก buffet ซะมากกว่า และมันก็ถูกกว่าด้วย เพราะเหมือนเค้าจะไม่ได้ถนัดพวก cocktail แต่การจัดงานสโมสร ก็น่าจะค่าใช้จ่ายถูกกว่า หากเราจ้าง organizer ไม่แพง หรือว่าไม่จ้างเลย

ข้อเสียคือ เนื่องจากสถานที่ปกติไม่ได้มีการตกแต่งมาก่อน หากจ้าง organizer ที่ทำได้ไม่เนี๊ยบพอ หรือหากจัดเองแล้วไม่เต็มที่กับมัน งานอาจดูไม่สวยมากเท่าที่คิด และอาจมีค่าใช้จ่ายบานปลายหลายอย่างเพราะต้องการให้มันออกมาดี

สโมสรที่ชอบจัดกัน ก็เช่น สโมสรราชพฤกษ์ สโมสรรถไฟ สวนหลวง ร.9 สโมสรทหารเรือ เป็นต้น

การจัดงานที่โรงแรม

ข้อดีคือ มันมาเป็น package ครบทุกอย่างแล้ว เหมาะกับคนที่ไม่อยากจะปวดหัว และอยากให้เค้าจัดการให้เลยโดยที่ไม่ต้องจ้าง organizer เพิ่มเติม สามารถมีกำลังเพียงพอที่จะจัดการงานเองได้ และโรงแรมส่วนใหญ่ก็จะมีแม่งานให้เรา 1 คนไว้ติดต่อนั่นนี่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ข้อเสียคือ ราคาต่อหัวค่อนข้่างแพง เพราะเป็นอาหารโรงแรม และอาหารบางอย่างก็อาจจะไม่อร่อยด้วย แต่บางโรงแรมก็จะดีหน่อย ให้เราชิมได้ก่อน และเปลี่ยนเมนูได้ ข้อเสียอีกอย่างคือ เราอาจต้องทำใจกับสิ่งที่มาใน package พวกดอกไม้ น้ำแข็ง เค้ก เพราะถ้าอยากได้แบบที่ต้องการ เราก็ต้องเสียเงินเพิ่มอีกสองเท่า

แต่เดี๋ยวนี้ มีอีกแบบด้วย คือให้เช่าบ้านเป็นหลังๆ เค้าทำสำหรับจัดงานแต่งงานโดยเฉพาะ เจ๋งดีเหมือนกัน แต่ว่าค่อนข้างแพง เลยไม่ได้ติดต่อไป

สำหรับเก๋กับจั๊วะ เนื่องจากพวกเราไม่อยากให้มันวุ่นวาย และอยากให้จบไปเป็นเรื่องๆ รวมถึงอยากได้ในเมืองด้วย และก็รีบจองโรงแรมด้วย เพราะเราเตรียมงานกันแค่ 4  เดือน เลยเลือกจัดงานที่โรงแรม Amari Boulevard สุขุมวิทซอย 5 เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า ลงสถานีนานา และไม่ได้จ้าง organizer ด้วย ทำกันเองหมดเลย เพราะ theme ที่เราทำ ค่อนข้างจะเข้าใจยาก 555+ ประกอบกับ ไม่อยากให้ค่าใช้จ่ายมันบานปลาย และมีน้องสาวจั๊วะที่มีหัวศิลป์ช่วยคิดแล้ว และบ้านเก๋ก็ปรินท์การ์ด backdrop รูปถ่าย ทำของชำร่วย ได้เองในราคาต้นทุน พี่สาวก็ออกแบบการ์ด บอร์ดเซ็นชื่อให้ เว็บไซต์ก็ทำเอง พรีเซนเทชั่น ก็ทำเองอีก แล้วจะไปจ้าง organizer ทำไม :)

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

Wedding Theme: สีส้มเขียว(หวาน)

Theme งานสีส้มเขียว(หวาน)

หากงานไหนคิดจะมี Theme งานแต่งงานเป็นสีสันอย่างที่จินตนาการ หรือแม้แต่วิธีการจัดงานให้เป็นแนวไหนนั้น แทบจะต้องคิดกันตั้งแต่เริ่มต้นเลย อยากแนะนำให้คิดกันตั้งแต่เป็นแฟนกันเลย 555+ เพราะมันแทบจะต้องมาก่อนอย่างอื่นอย่างไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ มันมีผลกับการทำการ์ด ของชำร่วย การเลือกสถานที่จัดงาน ฯลฯ เรียกได้ว่า ไม่มีสีเนี่ย แทบจะเริ่มของพวกนี้ไม่ได้เลยอ่ะ

เช่น เก๋กับจั๊วะ มีสองอย่างในหัวที่คิดคือ อยากได้สีสันที่สดใส และ อยากให้เป็น theme ด้าน IT ซึ่งอันนี้เหมือนเป็นแนวคิดสิ่งที่ต้องการ

สีของ Theme

เรื่องสีสันนั้น กว่าเราจะเลือกได้ ต้องไปดูสถานที่ก่อน ว่าไอ่สีที่ชอบที่อยากได้นั้น มันเข้ากับสถานที่ป่าว เนื่องจากที่ที่เราจัดเป็นโรงแรม เลยต้องถามทางโรงแรมว่าเค้ามีผ้าสีอะไรบ้าง อุปกรณ์สีอะไรยังงัย จะได้ดูความเป็นไปได้ ไม่งั้นเราก็ต้องเอาเข้าไปเองหลายชิ้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก

Theme งาน

เนื่องจากพวกเราเป็นเด็ก IT ก็เลยคิดอยากจัดงานในลักษณะ IT มาร่วมด้วยค่อนข้างมาก ซึ่ง blog นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกัน สิ่งที่พวกเราทำไปแล้วตอนนี้ ก็มี twitter tag เอาไว้พูดคุยกันกับ social network มีการเอา facebook event มาช่วยในการเชิญแขกมางาน ใช้ Google Docs ในการเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการจัดงาน และเรายังมี Project management ในการจัดการโปรเจคแต่งงงานอีก รายละเอียดจะเล่ากันไปเรื่อยๆ ละกันนะคะ :)

โอ้ว Theme งานพวกเรา สี ส้มเขียว(หวาน) นะคะ :D

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS
 Page 1 of 2  1  2 »